
สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ตัดสินใจครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพและธุรกิจด้วยการแยกทางกับ Under Armour หลังร่วมงานกันมายาวนาน และหันไปจับมือกับ Li-Ning แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากจีนในดีลระยะยาว 10 ปี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงด้านรองเท้าและเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการวางหมากเพื่ออนาคตของ Curry Brand ในระดับโลกอย่างชัดเจน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เคอร์รี่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงพรีเซนเตอร์สินค้า แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางของแบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเลือก Li-Ning มีความหมายมากกว่าเรื่องชื่อเสียงหรือเม็ดเงิน เพราะเขาจะได้สถานะเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของแบรนด์ทันที ต่างจากการอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่ต้องแบ่งพื้นที่ทางการตลาดกับซูเปอร์สตาร์คนอื่น นอกจากนี้ Li-Ning ยังเปิดประตูให้ Curry Brand ขยายสู่ตลาดเอเชียและตลาดโลกได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อิทธิพลของนักบาส NBA ในภูมิภาคนี้ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งระบบ NIL ยังช่วยให้เคอร์รี่และ Li-Ning มีโอกาสเข้าถึงนักกีฬารุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น รวมถึงอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในอนาคต
ดีลนี้จึงไม่ได้สะท้อนแค่การเปลี่ยนผู้สนับสนุน แต่เป็นการสร้างโมเดลธุรกิจระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อช่วงหลังแขวนรองเท้าโดยเฉพาะ และเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เป้าหมายของ เคอร์รี่ ดูชัดเจนมากว่าเขากำลังผลักดัน Curry Brand ให้เติบโตในเส้นทางที่คล้ายกับ Jordan Brand ของ ไมเคิล จอร์แดน ซึ่งก้าวขึ้นจากแบรนด์นักกีฬาสู่จักรวาลธุรกิจมูลค่ามหาศาล แม้ Li-Ning จะไม่ใช่ Nike แต่สำหรับ เคอร์รี่ นี่คือโอกาสสร้างอาณาจักรแบรนด์ของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ในแบบที่เขาต้องการ